หลวงพ่อเพชร วชิโร วัดอัมพวัน พระเกจิผู้เป็นศูนย์รวมศรัทธาแห่งเกาะพะงัน

หากกล่าวถึงพระเกจิอาจารย์ยุคเก่าผู้เป็นที่เคารพสูงสุดรูปหนึ่งของชาวเกาะพะงัน ชื่อของ “หลวงพ่อเพชร วชิโร” หรือ “พระครูวิบูลย์ธรรมสาร” แห่งวัดอัมพวัน ย่อมได้รับการกล่าวถึงเป็นลำดับต้น ๆ
ชาวบ้านเคารพท่านทั้งในฐานะพระเถระผู้เคร่งครัดในพระธรรมวินัย นักปกครองคณะสงฆ์ และพระเกจิผู้ได้รับการยกย่องว่ามีความเชี่ยวชาญด้านพุทธาคม หลวงพ่อเพชรจึงมิได้เป็นเพียงอดีตเจ้าอาวาสวัดอัมพวันเท่านั้น แต่ยังเปรียบเสมือนศูนย์รวมจิตใจของผู้คนบนเกาะพะงัน ความเคารพศรัทธาที่มีต่อท่านยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อเพชร วชิโร วัดอัมพวัน
เหรียญรุ่นแรกกรณีใช้เพื่อการศึกษา เหรียญที่นำมาลงในเว็บนี้คือของ ท่าน
เซี๊ย ศรณรินศ์ อัครตันเสถียร


ชาติกำเนิดและภูมิลำเนา
หลวงพ่อเพชรมีนามเดิมว่า “เพชร” เกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน 4 ปีมะแม พ.ศ. 2390 เป็นบุตรของนายยวนและนางจันทร์ ภายหลังเมื่อประเทศไทยประกาศใช้พระราชบัญญัติขนานนามสกุล พ.ศ. 2456 เครือญาติของท่านได้ใช้นามสกุลว่า “พรหมสนิท”
ภูมิลำเนาเดิมของท่านอยู่ที่บ้านมะเดื่อหวาน หัวเมืองพงัน ซึ่งในสมัยนั้นขึ้นกับเมืองไชยา ปัจจุบันคือบริเวณหมู่ที่ 2 ตำบลเกาะพะงัน อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ท่านเติบโตขึ้นท่ามกลางวิถีชีวิตของชุมชนชาวเกาะ ซึ่งมีวัดเป็นศูนย์กลางทั้งด้านการศึกษา ศีลธรรม และความสัมพันธ์ของผู้คนในท้องถิ่น
เริ่มต้นศึกษาหนังสือและเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์
เมื่ออายุประมาณ 13–14 ปี โยมบิดาได้นำเด็กชายเพชรไปฝากไว้กับพระอธิการจันทร์ เจ้าอาวาสวัดมะเดื่อหวาน เพื่อศึกษาอักขระไทย ขอม และแบบเรียนเบื้องต้นที่เรียกกันว่า “ก ข นโม”
วัดมะเดื่อหวานมีชื่อปรากฏในเอกสารเก่าบางฉบับแตกต่างกัน โดยรายงานมณฑลชุมพร ร.ศ. 119 ของพระศาสนดิลกเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า “วัดภูเขาแก้ว” อย่างไรก็ตาม ประวัติที่สืบทอดในท้องถิ่นระบุว่าหลวงพ่อเพชรได้ศึกษาอยู่กับพระอธิการจันทร์จนถึงอายุประมาณ 17–18 ปี ก่อนบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดมะเดื่อหวาน
นับตั้งแต่บรรพชาแล้ว ท่านครองเพศบรรพชิตอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งถึงวัยอุปสมบท
อุปสมบทและได้รับฉายา “วชิโร”
หลวงพ่อเพชรอุปสมบทเมื่อประมาณ พ.ศ. 2410 ณ พัทธสีมาวัดมธุรวราราม หรือวัดมะเดื่อหวาน โดยมีพระอธิการจันทร์ เจ้าอาวาสวัดมธุรวราราม เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระอธิการขวัญ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์
ภายหลังอุปสมบท พระอุปัชฌาย์ได้มอบฉายาทางพระพุทธศาสนาให้ว่า “วชิโร” มีความหมายเกี่ยวเนื่องกับความมั่นคงแข็งแกร่งดุจวชิระ
การอุปสมบทครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตในสมณเพศที่ยาวนาน หลวงพ่อเพชรมุ่งศึกษาเล่าเรียนทั้งภาษาบาลี พระปาฏิโมกข์ พระวินัย และการปฏิบัติกรรมฐานอย่างจริงจัง
การศึกษาพระปริยัติธรรมและพระวินัย
หลังอุปสมบท หลวงพ่อเพชรได้ศึกษาภาษาบาลีกับหมื่นศักดิ์ที่บ้านโฉลกบ้านเก่า ซึ่งมีคำบอกเล่าว่าเป็นผู้มีความรู้ทางบาลีสืบทอดมาจากกรุงเก่า เมื่อศึกษาจนได้รับความรู้จากอาจารย์อย่างเต็มที่แล้ว ท่านจึงเดินทางไปศึกษาพระปาฏิโมกข์ ทั้งภาคบาลีและคำแปล กับท่านขรัวช่วยในเขตท่าฉาง เมืองไชยา
ต่อมาท่านศึกษาภาษาบาลีเพิ่มเติมกับพระครูกาแก้ว หรือพระครูทองอยู่ แห่งวัดเหนือ เมืองไชยา เป็นเวลาประมาณ 5 ปี ก่อนเดินทางไปพำนักและศึกษาต่อ ณ วัดมหาธาตุ
ระหว่างนั้นอาการหูตึงของท่านเพิ่มมากขึ้นจนเป็นอุปสรรคต่อการฟังคำสอน หลวงพ่อเพชรจึงปรับแนวทางการศึกษา หันมามุ่งศึกษาพระวินัยอย่างจริงจังอีกกว่าหนึ่งปี แสดงให้เห็นถึงความพากเพียรและความตั้งใจที่จะเรียนรู้ แม้ต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางร่างกาย
ธุดงค์แสวงหาความรู้ในต่างแดน
ประวัติที่ถ่ายทอดกันมาระบุว่า หลวงพ่อเพชรเคยร่วมเดินทางธุดงค์ไปยังพม่า อินเดีย และศรีลังกา พร้อมพระสหธรรมิกอีก 2 รูป ได้แก่ พระหนู ติสฺโส ซึ่งต่อมาได้รับสมณศักดิ์เป็นพระชยาภิวัฒน์ และพระเพชร ติสฺโส ซึ่งต่อมาเป็นพระครูวิบูลย์ธรรมสารแห่งเกาะสมุย
การเดินทางในสมัยนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก ทั้งเส้นทาง การคมนาคม โรคภัย และสภาพภูมิประเทศ การออกธุดงค์จึงมิใช่เพียงการเดินทางไปยังดินแดนพุทธภูมิเท่านั้น แต่ยังเป็นการฝึกความอดทน สมาธิ และความมั่นคงในสมณธรรม
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเส้นทางและระยะเวลาการธุดงค์ยังไม่ปรากฏหลักฐานชั้นต้นที่ครบถ้วน ข้อมูลส่วนนี้จึงควรพิจารณาในฐานะประวัติที่ได้รับการสืบทอดภายในท้องถิ่นและหมู่ศิษยานุศิษย์
หลังกลับจากธุดงค์ หลวงพ่อเพชรเคยพำนักอยู่ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ กรุงเทพมหานคร ก่อนรับอาราธนาจากชาวเกาะพะงันให้เดินทางกลับภูมิลำเนา เพื่อช่วยดูแลและพัฒนาวัดอัมพวัน
ครูบาอาจารย์ด้านพุทธาคม
นอกจากการศึกษาบาลี พระปาฏิโมกข์ และพระวินัยแล้ว คนเก่าแก่ในเกาะพะงันยังเล่าสืบต่อกันมาว่า หลวงพ่อเพชรได้ศึกษาวิชาอาคมและแนวทางปฏิบัติจากพระอาจารย์สำคัญในพื้นที่หลายรูป เช่น
- พ่อท่านจันทร์ วัดมะเดื่อหวาน
- พ่อท่านหมื่น วัดโพธิ์
- พ่อท่านขวัญ วัดใน
พระอาจารย์ทั้งสามรูปได้รับการยกย่องจากคนในท้องถิ่นว่าเป็นผู้มีความรู้ทางพุทธาคมและการปฏิบัติกรรมฐานอย่างเข้มขลัง แม้ไม่ปรากฏรายละเอียดแน่ชัดว่าหลวงพ่อเพชรได้เรียนวิชาใดจากพระอาจารย์แต่ละรูป แต่ความรู้ที่ท่านได้รับย่อมอยู่ภายใต้หลักพระพุทธศาสนา มีพระรัตนตรัย ศีล สมาธิ และปัญญาเป็นพื้นฐานสำคัญ
กิตติคุณด้านวิทยาคมของหลวงพ่อเพชรจึงแพร่หลายควบคู่ไปกับวัตรปฏิบัติอันเคร่งครัด ความเมตตา และการเป็นที่พึ่งของชาวบ้าน
หลวงพ่อเพชรกับการสร้างวัดอัมพวัน
วัดอัมพวันตั้งอยู่บริเวณบ้านวกตุ่ม ตำบลเกาะพะงัน ตามข้อมูลประวัติวัดระบุว่าก่อตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2300 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาใน พ.ศ. 2313
เมื่อหลวงพ่อเพชรเดินทางกลับเกาะพะงันใน พ.ศ. 2430 ท่านได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน และเป็นกำลังสำคัญในการบูรณะพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาในท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่าท่านมีส่วนสำคัญในการสร้างและพัฒนาวัดภูเขาน้อย รวมถึงพระธาตุภูเขาน้อย เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
พระธาตุภูเขาน้อยในเวลาต่อมาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน และยังคงเป็นหลักฐานสำคัญแห่งความเจริญของพระพุทธศาสนาบนเกาะพะงัน
ลำดับตำแหน่งทางคณะสงฆ์
ด้วยความรู้ ความประพฤติ และความสามารถในการดูแลพระภิกษุสามเณร หลวงพ่อเพชรได้รับมอบหมายหน้าที่ทางการปกครองคณะสงฆ์ตามลำดับ ดังนี้
- พ.ศ. 2430 เป็นเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน
- พ.ศ. 2442 เป็นเจ้าคณะหมวดเกาะพะงัน
- พ.ศ. 2456 เป็นเจ้าอาวาสวัดภูเขาน้อย
- พ.ศ. 2459 เป็นผู้รั้งเจ้าคณะแขวงเกาะสมุย
- พ.ศ. 2465 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์
- พ.ศ. 2465 เป็นเจ้าคณะแขวงเกาะสมุย
ตำแหน่งเจ้าคณะแขวงเกาะสมุยในยุคนั้นมีเขตการดูแลครอบคลุมพื้นที่หมู่เกาะที่การเดินทางยังไม่สะดวก การปฏิบัติหน้าที่ของท่านจึงต้องอาศัยทั้งความเสียสละ ความอดทน และความไว้วางใจจากคณะสงฆ์กับประชาชนอย่างสูง
ฐานข้อมูลพระสังฆาธิการบันทึกตำแหน่งเหล่านี้ไว้สอดคล้องกับประวัติที่ได้รับการถ่ายทอดในท้องถิ่น แม้รายละเอียดบางประการเกี่ยวกับวันที่ได้รับสมณศักดิ์จะยังมีข้อคลาดเคลื่อนระหว่างเอกสาร จึงควรยึดลำดับตำแหน่งและช่วงเวลาที่มีข้อมูลตรงกันเป็นหลัก
มรณภาพ
ในช่วงปลายชีวิต หลวงพ่อเพชรอาพาธด้วยโรคที่เอกสารเก่าระบุว่า “คันโฑในปาก” ทำให้ไม่สามารถฉันภัตตาหารได้ตามปกติ อาการอาพาธทรุดลงตามลำดับ ก่อนที่ท่านจะมรณภาพเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2467 เวลา 17.00 น. ณ สำนักวัดอัมพวัน
ประวัติที่เผยแพร่โดยฐานข้อมูลพระสังฆาธิการระบุว่าท่านมีอายุ 79 ปี อย่างไรก็ดี เมื่อนับจากปีเกิด พ.ศ. 2390 ถึงปีมรณภาพ พ.ศ. 2467 จะมีความแตกต่างตามระบบการนับอายุและรายละเอียดวันเดือนเกิดแบบปฏิทินเก่า บทความนี้จึงคงอายุตามที่ปรากฏในประวัติเดิมไว้
แม้หลวงพ่อเพชรจะมรณภาพไปแล้ว แต่ความเคารพศรัทธาของชาวเกาะพะงันมิได้เสื่อมคลาย ชื่อของท่านยังคงได้รับการกล่าวถึงในฐานะพระเถระผู้สร้างคุณูปการแก่คณะสงฆ์และชุมชนท้องถิ่นอย่างใหญ่หลวง
เหรียญหลวงพ่อเพชร รุ่นแรก
เหรียญรูปเหมือนหลวงพ่อเพชรรุ่นแรกได้รับการยกย่องในวงการพระเครื่องว่าเป็นหนึ่งในเหรียญพระเกจิอาจารย์ยุคแรกและสำคัญที่สุดของภาคใต้ หลายแหล่งเรียกว่า “เหรียญพระสงฆ์เหรียญแรกของภาคใต้”
สำหรับปีที่สร้างนั้นมีการบันทึกแตกต่างกัน บางแหล่งระบุ พ.ศ. 2463, 2465 หรือ 2467 ขณะที่อีกแนวข้อมูลระบุว่าสร้างประมาณต้น พ.ศ. 2468 เพื่อแจกเป็นที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ หลังจากหลวงพ่อเพชรมรณภาพแล้ว
เมื่อพิจารณาข้อความ “ที่รฦก” บนเหรียญ ประกอบกับประวัติการจัดสร้างที่สืบทอดกันมา ข้อมูลที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายสายหนึ่งจึงเชื่อว่าเหรียญนี้น่าจะสร้างราว พ.ศ. 2467–2468 โดยมีวัตถุประสงค์เกี่ยวเนื่องกับงานบำเพ็ญกุศลและพระราชทานเพลิงศพของท่าน
ลักษณะสำคัญของเหรียญรุ่นแรก
เหรียญมีลักษณะเป็นทรงเสมา ด้านหน้าประดิษฐานรูปหลวงพ่อเพชร ห่มจีวรเฉวียงบ่า พาดสังฆาฏิ และนั่งสมาธิอยู่บนตั่ง รายรอบตกแต่งด้วยลายไทยคล้ายพญานาคขนด โดยเศียรนาคทอดลงบริเวณด้านล่างทั้งสองข้าง
ส่วนบนของเหรียญปรากฏคำว่า “ที่รฦก” ซึ่งเป็นรูปการเขียนภาษาไทยในสมัยเก่า รอบรูปเหมือนมีอักษรระบุว่า
“ท่านพระครูวิบูลย์ธรรมสาร (เพ็ชร) วัดอัมภวัน”
ด้านหลังประดิษฐานยันต์มงกุฎพระพุทธเจ้า และมีคำว่า “เกาะพงัน” อยู่เหนือยันต์ เนื้อที่พบและได้รับการกล่าวถึง ได้แก่ เนื้อทองแดงและเนื้อทองแดงกะไหล่ทอง
มีข้อมูลว่าพิธีพุทธาภิเษกจัดขึ้นภายในพระอุโบสถวัดอัมพวันต่อเนื่องเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน โดยหลวงพ่ออ่ำ ผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน ได้นิมนต์พระคณาจารย์จากเมืองไชยา บ้านดอน เกาะสมุย และเกาะพะงันมาร่วมพิธี
เนื่องจากจัดสร้างจำนวนน้อย ผ่านระยะเวลามานานกว่าหนึ่งศตวรรษ และผู้ครอบครองส่วนใหญ่ต่างหวงแหน เหรียญแท้ที่มีสภาพสมบูรณ์จึงพบเห็นได้ยากมาก การพิจารณาควรอาศัยผู้เชี่ยวชาญ ตำหนิแม่พิมพ์ ธรรมชาติเนื้อโลหะ และใบรับรองจากสถาบันที่น่าเชื่อถือ ไม่ควรตัดสินจากรูปถ่ายหรือราคาที่ประกาศเพียงอย่างเดียว
เหรียญหลวงพ่อเพชร รุ่น 2 พ.ศ. 2498
เหรียญรุ่น 2 จัดสร้างใน พ.ศ. 2498 ภายหลังหลวงพ่อเพชรมรณภาพแล้วประมาณสามทศวรรษ แม้จะไม่ใช่วัตถุมงคลที่ท่านปลุกเสกด้วยตนเอง แต่ได้รับความนิยมจากศิษยานุศิษย์และนักสะสม เนื่องจากมีการจัดพิธีปลุกเสกครั้งสำคัญ โดยนิมนต์พระเกจิอาจารย์จากเกาะสมุยและเกาะพะงันเข้าร่วมพิธี
เหรียญรุ่นนี้จึงมีคุณค่าทั้งในฐานะวัตถุที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงหลวงพ่อเพชร และเป็นหลักฐานสะท้อนความศรัทธาที่ชาวเกาะทั้งสองแห่งมีต่อท่าน แม้เวลาจะผ่านไปนานหลังการมรณภาพแล้วก็ตาม
คาถาบูชาหลวงพ่อเพชร
ก่อนสวดให้ตั้งจิตให้สงบ ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยและคุณความดีของหลวงพ่อเพชร จากนั้นตั้งนะโม 3 จบ แล้วกล่าวว่า
“นะพุทโธ โมกันตัง
นะพุทธัง อะระหังพุทโธ
นะโมพุทธายะ”
คาถาบทนี้สืบทอดอยู่ในหมู่ศิษยานุศิษย์ ใช้สวดบูชาและระลึกถึงหลวงพ่อเพชร ผู้ศรัทธาเชื่อกันว่าเป็นสิริมงคลในด้านเมตตามหานิยม ความแคล้วคลาด การคุ้มครองป้องกันภัย และความมั่นคงในการดำเนินชีวิต
อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการสวดบูชามิได้อยู่เพียงถ้อยคำของพระคาถา แต่คือการตั้งมั่นอยู่ในความไม่ประมาท ประกอบความดี รักษาศีล และดำเนินชีวิตโดยสุจริต เพราะสิ่งเหล่านี้คือหลักแห่งความเป็นมงคลตามคำสอนในพระพุทธศาสนา
ศรัทธาที่ยังคงอยู่คู่เกาะพะงัน
หลวงพ่อเพชร วชิโร เป็นพระเถระผู้มีบทบาทครอบคลุมทั้งด้านการศึกษา การปกครองคณะสงฆ์ การพัฒนาวัด และการเป็นที่พึ่งทางใจของประชาชน ท่านผ่านการศึกษาจากครูบาอาจารย์หลายสำนัก เดินทางแสวงหาความรู้ และนำสิ่งที่ได้ศึกษากลับมาสร้างประโยชน์แก่บ้านเกิด
สิ่งที่ทำให้ชื่อของหลวงพ่อเพชรยังคงอยู่มิใช่เพียงเรื่องความเข้มขลังหรือมูลค่าของเหรียญรุ่นแรก แต่คือคุณงามความดีและศาสนกิจที่ท่านสร้างไว้ วัดอัมพวัน พระธาตุภูเขาน้อย ตลอดจนความศรัทธาของชาวเกาะพะงัน ล้วนเป็นประจักษ์พยานถึงบารมีของพระเถระผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นดั่งร่มโพธิ์ร่มไทรของผู้คนในท้องถิ่น
ตราบใดที่เรื่องราวของท่านยังได้รับการบอกเล่า หลวงพ่อเพชร วชิโร ก็จะยังคงเป็นหนึ่งในพระเกจิอาจารย์สำคัญแห่งแดนปักษ์ใต้ ผู้ควรค่าแก่การศึกษา กราบไหว้ และระลึกถึงด้วยความเคารพอย่างสนิทใจ
“พระดี กราบได้ บูชาได้อย่างสนิทใจ”





