หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ พระครูวรเวทมุนี ตำนานพระเกจิแห่งภาคตะวันออก
หลวงพ่ออี๋ พุทฺธสโร หรือพระครูวรเวทมุนี อดีตเจ้าอาวาสรูปแรกแห่งวัดสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เป็นพระเกจิอาจารย์ที่ได้รับความเคารพศรัทธาอย่างสูงในภาคตะวันออก ท่านมีชื่อเสียงทั้งด้านวิปัสสนากรรมฐาน การช่วยเหลือชาวบ้าน และการสร้างวัตถุมงคล โดยเฉพาะปลัดขิก ตะกรุด เสื้อยันต์ และเหรียญรูปเหมือนรุ่นแรก พ.ศ. 2473
ชื่อเสียงของหลวงพ่ออี๋โด่งดังอย่างมากในช่วงสงครามอินโดจีนและสงครามโลกครั้งที่ 2 จนได้รับการกล่าวถึงร่วมกับพระเกจิชื่อดังแห่งยุคในนาม “จาด–จง–คง–อี๋” ประกอบด้วย หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม และหลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ชาวสัตหีบเคารพรักท่านมิได้มีเพียงเรื่องวัตถุมงคลหรือวิชาอาคม หากยังรวมถึงคุณูปการในการสร้างวัด ส่งเสริมการศึกษา และพัฒนาชุมชนสัตหีบให้มีความเจริญมั่นคงขึ้นด้วย
ชาติกำเนิดของหลวงพ่ออี๋

หลวงพ่ออี๋มีนามเดิมว่า “อี๋ ทองขำ” เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2408 ณ บ้านตำบลสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เป็นบุตรของนายขำและนางเอียง ทองขำ ครอบครัวของท่านเป็นชาวสัตหีบโดยกำเนิด
สภาพของสัตหีบในสมัยนั้นแตกต่างจากปัจจุบันอย่างมาก พื้นที่ส่วนใหญ่ยังเป็นป่า การเดินทางทางบกเป็นไปด้วยความยากลำบาก ชาวบ้านจึงอาศัยการเดินเรือเป็นเส้นทางสำคัญในการติดต่อกับชุมชนอื่น ผู้คนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมง หาของป่า และทำเกษตรกรรมเพื่อเลี้ยงครอบครัว
จากประวัติที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมา หลวงพ่ออี๋เป็นผู้มีอุปนิสัยสุขุม มีความเมตตา และชอบช่วยเหลือผู้อื่นตั้งแต่วัยเยาว์ เมื่อมีอายุสมควรแก่การอุปสมบท ท่านจึงตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์และดำรงอยู่ในสมณเพศจนตลอดชีวิต
การอุปสมบทและศึกษาพระธรรม
เมื่อมีอายุประมาณ 25 ปี หลวงพ่ออี๋ได้อุปสมบท ณ วัดอ่างศิลานอก ซึ่งภายหลังได้รวมเป็นวัดอ่างศิลา จังหวัดชลบุรี โดยมีพระอาจารย์จั่น วัดเสม็ด เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ทิมเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์แดงเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาทางพระพุทธศาสนาว่า “พุทฺธสโร”
หลังอุปสมบท ท่านตั้งใจศึกษาพระธรรมวินัย ฝึกสมาธิและวิปัสสนากรรมฐานอย่างจริงจัง พร้อมทั้งศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณ สมุนไพร และศาสตร์ต่าง ๆ จากครูบาอาจารย์ในยุคนั้น
ตามประวัติที่เล่าสืบต่อกันมา หลวงพ่ออี๋เคยฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาวิชากับหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์สำคัญแห่งลุ่มน้ำบางปะกง นอกจากนี้ ท่านยังออกธุดงค์ไปตามป่าเขาเพื่อฝึกจิต ปลีกวิเวก และแสวงหาความรู้จากพระเถระผู้ทรงคุณในพื้นที่ต่าง ๆ
การฝึกจิตอย่างต่อเนื่องทำให้ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นพระผู้มีความชำนาญด้านสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน มีจิตใจหนักแน่น อดทนต่อความยากลำบาก และดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายตามพระธรรมวินัย
การสร้างวัดสัตหีบ
เมื่อหลวงพ่ออี๋กลับมายังบ้านเกิด ท่านพบว่าชาวบ้านสัตหีบยังไม่มีวัดที่เหมาะสมสำหรับประกอบศาสนกิจ นายขำและนางเอียง ทองขำ ซึ่งเป็นโยมบิดาและโยมมารดาของท่าน จึงขอพระราชทานอนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้ที่ยังไม่มีผู้ถือครองเพื่อสร้างวัด
วัดสัตหีบเริ่มสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2442 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยอาศัยแรงศรัทธาของชาวบ้านที่ร่วมกันจัดหาวัสดุและลงแรงก่อสร้าง บางกลุ่มช่วยหาไม้มาทำเสาและฝาผนัง ขณะที่บางกลุ่มเดินทางไปนำดินเหนียวมาทำกระเบื้องมุงหลังคา จนสามารถสร้างวัดและเสนาสนะเบื้องต้นสำเร็จได้ภายในเวลาไม่กี่ปี
หลวงพ่ออี๋ได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดสัตหีบ และปกครองวัดตั้งแต่ พ.ศ. 2442 จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตใน พ.ศ. 2489 รวมระยะเวลาประมาณ 47 ปี ต่อมาวัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาสำหรับอุโบสถหลังแรกเมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2463
วัดสัตหีบจึงมิได้เป็นเพียงสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้าน เป็นสถานที่เรียนหนังสือ ประชุมชุมชน และช่วยเหลือผู้ที่กำลังประสบความเดือดร้อน ปัจจุบันประชาชนทั่วไปนิยมเรียกวัดแห่งนี้ว่า “วัดหลวงพ่ออี๋”
งานปกครองคณะสงฆ์และสมณศักดิ์
ด้วยความเคร่งครัดในพระธรรมวินัยและความสามารถในการดูแลพระภิกษุสามเณร หลวงพ่ออี๋จึงได้รับความไว้วางใจให้รับผิดชอบงานปกครองคณะสงฆ์หลายตำแหน่ง
ใน พ.ศ. 2467 ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลสัตหีบและเป็นพระอุปัชฌาย์ มีหน้าที่ดูแลการปกครองคณะสงฆ์ ตลอดจนให้การอุปสมบทแก่กุลบุตรในพื้นที่ ต่อมาใน พ.ศ. 2484 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะแขวงกิ่งอำเภอสัตหีบ และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรในราชทินนามว่า “พระครูวรเวทมุนี”
แม้จะมีตำแหน่งทางคณะสงฆ์สูงขึ้น แต่หลวงพ่ออี๋ยังคงดำเนินชีวิตอย่างสมถะ ใกล้ชิดกับชาวบ้าน และเปิดโอกาสให้ผู้ประสบความเดือดร้อนเข้าพบท่านได้เสมอ
คุณูปการด้านการศึกษาและชุมชน
หลวงพ่ออี๋ให้ความสำคัญกับการศึกษาของเยาวชนอย่างมาก เพราะมองว่าความรู้จะช่วยให้เด็กในท้องถิ่นมีอนาคตที่ดีขึ้น ท่านจึงสนับสนุนการสร้างโรงเรียนประชาบาลชื่อ “โรงเรียนบ้านสัตหีบ” เพื่อให้เด็กในชุมชนได้เรียนหนังสือโดยไม่ต้องเดินทางไปยังพื้นที่ห่างไกล
อาคารเรียนเดิมมีชื่อว่า “ศาลาธรรมประสพ” และในเวลาต่อมาได้ใช้เป็นห้องสมุดของวัดสัตหีบ การสร้างโรงเรียนในยุคที่สัตหีบยังเป็นชุมชนชายทะเลขนาดเล็ก แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของท่านที่มองเห็นความสำคัญของการศึกษาและการพัฒนาคนควบคู่ไปกับการพัฒนาวัด
นอกจากด้านการศึกษาแล้ว หลวงพ่ออี๋ยังมีความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรและยาแผนโบราณ ชาวบ้านที่เจ็บป่วยหรือประสบความเดือดร้อนจึงมักเดินทางมาขอความช่วยเหลือจากท่าน ความเมตตาและการให้ความช่วยเหลือโดยไม่เลือกฐานะ ทำให้ท่านกลายเป็นศูนย์รวมศรัทธาของผู้คนในสัตหีบอย่างแท้จริง
หลวงพ่ออี๋กับทหารเรือและชาวประมง
วัดสัตหีบตั้งอยู่ใกล้ทะเล ศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่ออี๋จำนวนมากจึงเป็นชาวประมง นักเดินเรือ และทหารเรือ ผู้ที่ต้องออกทะเลมักเดินทางมากราบขอพรหรือรับวัตถุมงคลจากท่านเพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ
ข้อมูลของกองทัพเรือยังกล่าวถึงความใกล้ชิดระหว่างหลวงพ่ออี๋กับพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือ “เสด็จเตี่ย” ในโอกาสที่พระองค์เสด็จมายังวัดสัตหีบเพื่อตรวจดูพื้นที่สำหรับการจัดตั้งฐานทัพเรือ
ความสัมพันธ์ระหว่างวัดสัตหีบกับกองทัพเรือจึงดำเนินต่อเนื่องมายาวนาน แม้หลวงพ่ออี๋จะมรณภาพไปแล้ว กำลังพลกองทัพเรือยังคงร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลในวันคล้ายวันมรณภาพของท่านเป็นประจำทุกปี
ตำนานหลวงพ่ออี๋ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ชื่อเสียงของหลวงพ่ออี๋เป็นที่กล่าวขวัญอย่างกว้างขวางในช่วงสงครามอินโดจีนและสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากสัตหีบเป็นที่ตั้งของฐานทัพเรือและเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ผู้คนในพื้นที่จึงต้องเผชิญกับความหวาดกลัวจากการโจมตีทางอากาศ
มีเรื่องเล่าในหมู่ชาวสัตหีบและทหารเรือว่า ขณะที่เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรมาทิ้งระเบิดบริเวณสัตหีบ หลวงพ่ออี๋ได้ออกมายืนกลางแจ้ง บริกรรมพระคาถาและโบกผ้าอาบน้ำฝน จนระเบิดเปลี่ยนทิศทางไปตกในทะเลหรือบริเวณที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง
เรื่องราวดังกล่าวเป็นตำนานความศรัทธาที่เล่าสืบต่อกันมา มิใช่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ทั้งหมด แต่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ในช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังหวาดกลัว หลวงพ่ออี๋คือที่พึ่งทางใจของชาวบ้านและทหารเรือในพื้นที่สัตหีบ
“จาด–จง–คง–อี๋” สี่พระเกจิแห่งยุคสงคราม
ในช่วงสงครามอินโดจีนและสงครามโลกครั้งที่ 2 มีพระเกจิอาจารย์สี่รูปที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง ได้แก่
- หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา จังหวัดปราจีนบุรี
- หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
- หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม จังหวัดสมุทรสงคราม
- หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ จังหวัดชลบุรี
พระเกจิทั้งสี่รูปเป็นที่รู้จักในคำเรียกว่า “จาด–จง–คง–อี๋” วัตถุมงคลของท่านได้รับความนิยมในหมู่ทหาร ตำรวจ นักเดินทาง และประชาชนทั่วไป โดยเชื่อกันว่าโดดเด่นด้านแคล้วคลาด คงกระพัน และช่วยคุ้มครองผู้บูชาจากภยันตราย
วัตถุมงคลของหลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ
หลวงพ่ออี๋สร้างวัตถุมงคลไว้หลายประเภท ส่วนใหญ่สร้างเพื่อแจกแก่ศิษยานุศิษย์ ผู้ร่วมทำบุญ ทหารเรือ ชาวประมง และผู้ที่ต้องเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงภัย วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยมมีดังนี้
ปลัดขิกหลวงพ่ออี๋
ปลัดขิกถือเป็นเครื่องรางที่สร้างชื่อเสียงให้หลวงพ่ออี๋มากที่สุด ส่วนใหญ่นิยมแกะจากไม้และจารอักขระด้วยมือ มีหลายขนาดตามจุดประสงค์ในการนำไปใช้
ตามความเชื่อของผู้บูชา ปลัดขิกหลวงพ่ออี๋โดดเด่นด้านเมตตามหานิยม การค้าขาย การป้องกันภัย และช่วยให้ผู้พกพาเดินทางโดยสวัสดิภาพ จึงเป็นที่นิยมในหมู่พ่อค้าแม่ค้า นักเดินทาง ทหารเรือ และชาวประมง
ปลัดขิกของท่านได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเครื่องรางสายปลัดขิกที่สำคัญของวงการพระเครื่องไทย แต่เนื่องจากมีการสร้างเลียนแบบเป็นจำนวนมาก ผู้ที่ต้องการสะสมจึงควรศึกษารูปแบบ เนื้อหา รอยจาร และประวัติการครอบครองอย่างละเอียด
เหรียญรูปเหมือนรุ่นแรก พ.ศ. 2473
เหรียญรูปเหมือนรุ่นแรกของหลวงพ่ออี๋สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2473 เพื่อมอบเป็นที่ระลึกแก่ผู้ร่วมบริจาคปัจจัยในการหล่อพระพุทธรูปเป็นพระประธานในพระอุโบสถ
เหรียญรุ่นนี้มีการสร้างเป็นสองรูปแบบสำคัญ ได้แก่ พิมพ์รูปไข่ ซึ่งมีประวัติว่าแจกแก่ผู้ชาย และพิมพ์พุ่มข้าวบิณฑ์ ซึ่งแจกแก่ผู้หญิง พบการสร้างด้วยโลหะหลายชนิด เช่น ทองคำ นาก เงิน และทองแดง
ด้านหน้าเป็นรูปหลวงพ่ออี๋นั่งสมาธิเต็มองค์ มีอักษรระบุชื่อและวัด ส่วนด้านหลังประทับยันต์ พร้อมข้อความที่ระลึกในงานหล่อพระพุทธรูป พ.ศ. 2473 ปัจจุบันถือเป็นเหรียญพระเกจิยอดนิยมของภาคตะวันออกและเป็นวัตถุมงคลสำคัญที่สุดรุ่นหนึ่งของท่าน
พระสามและพระสี่
“พระสาม” และ “พระสี่” หรือพระพรหมสี่หน้า เป็นวัตถุมงคลที่มีรูปแบบเฉพาะตัว พระสามสร้างเป็นพระสามหน้า ส่วนพระสี่สร้างเป็นรูปพระหรือพรหมสี่หน้า มีทั้งชนิดที่พบเป็นเนื้อเมฆพัดและเนื้อโลหะตามแบบการสร้างในยุคนั้น
ผู้ศรัทธานิยมบูชาโดยเชื่อในด้านแคล้วคลาด คุ้มครอง เมตตามหานิยม และความเจริญก้าวหน้า อย่างไรก็ตาม วัตถุมงคลกลุ่มนี้มีรายละเอียดด้านพิมพ์และเนื้อหาหลายประการ การพิจารณาความแท้จึงควรอาศัยผู้เชี่ยวชาญ
ตะกรุด ผ้ายันต์และเสื้อยันต์
หลวงพ่ออี๋สร้างตะกรุด ผ้ายันต์ เสื้อยันต์สีแดงและสีขาว รวมถึงผ้าสำหรับพันหมวกทหารเรือ เพื่อมอบให้ผู้ที่ต้องเดินทาง ออกทะเล หรือปฏิบัติหน้าที่ในช่วงสงคราม
วัตถุมงคลเหล่านี้ได้รับการกล่าวถึงในด้านคงกระพัน แคล้วคลาด และป้องกันภยันตรายตามคติความเชื่อของผู้บูชา นอกจากนี้ ยังพบวัตถุมงคลประเภทพระปิดตา รูปถ่าย และเครื่องรางรูปแบบอื่นที่เกี่ยวข้องกับหลวงพ่ออี๋ด้วย
พุทธคุณที่กล่าวถึงทั้งหมดเป็นความเชื่อส่วนบุคคล วัตถุมงคลควรเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้บูชาประพฤติดี มีสติ และไม่ดำเนินชีวิตด้วยความประมาท
ปฏิปทาและหลักธรรมที่ควรระลึกถึง
แม้ผู้คนจำนวนมากจะรู้จักหลวงพ่ออี๋จากชื่อเสียงด้านวัตถุมงคล แต่แก่นแท้ของชีวิตท่านอยู่ที่การปฏิบัติธรรม ความอดทน และการเสียสละเพื่อส่วนรวม
ท่านสร้างวัดเพื่อให้ชุมชนมีสถานที่ประกอบศาสนกิจ สร้างโรงเรียนเพื่อให้เด็กมีโอกาสได้รับการศึกษา ช่วยรักษาผู้เจ็บป่วย และเป็นที่พึ่งทางใจของผู้คนในยามบ้านเมืองเผชิญภัยสงคราม สิ่งเหล่านี้คือมรดกที่มีคุณค่ามากกว่าความเข้มขลังของเครื่องรางใด ๆ
ปฏิปทาของท่านยังสอนให้เห็นว่า ศรัทธาที่แท้จริงควรนำไปสู่ความดี ความเมตตา และการช่วยเหลือผู้อื่น มิใช่หวังพึ่งอำนาจเหนือธรรมชาติโดยปราศจากการลงมือกระทำความดีด้วยตนเอง
วาระสุดท้ายและการมรณภาพ
ในช่วงต้น พ.ศ. 2489 หลวงพ่ออี๋เริ่มอาพาธด้วยโรคฝีบริเวณลำคอ แม้อาการจะกำเริบขึ้นตามลำดับ แต่ท่านยังคงวางตนสงบ ไม่แสดงความหวาดกลัวต่อความเจ็บป่วย
เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2489 หลวงพ่ออี๋ได้มรณภาพอย่างสงบ ณ วัดสัตหีบ สิริอายุ 80 ปี โดยเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันจะครบ 81 ปี ประวัติที่ถ่ายทอดภายในวัดกล่าวว่า ในวาระสุดท้ายท่านขอให้พระผู้ดูแลช่วยประคองขึ้นนั่ง จากนั้นจึงตั้งกายตรงเข้าสมาธิก่อนละสังขาร
ข่าวการมรณภาพของท่านสร้างความเศร้าโศกแก่ชาวสัตหีบ ทหารเรือ ชาวประมง และศิษยานุศิษย์เป็นอย่างมาก เพราะท่านมิได้เป็นเพียงเจ้าอาวาส หากเปรียบเสมือนผู้นำทางจิตใจและบุคคลสำคัญของชุมชน
มรดกศรัทธาของหลวงพ่ออี๋
แม้หลวงพ่ออี๋จะมรณภาพไปนานแล้ว แต่ชื่อของท่านยังคงอยู่ในความทรงจำของชาวสัตหีบ วัดสัตหีบยังคงเป็นสถานที่ที่ประชาชนเดินทางมากราบสักการะรูปเหมือนของท่านตลอดทั้งปี
ภายในวัดมีวิหารหลวงพ่ออี๋และพื้นที่จัดแสดงสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของท่าน ขณะที่พิธีบำเพ็ญกุศลวันคล้ายวันมรณภาพยังได้รับความร่วมมือจากคณะสงฆ์ ชาวบ้าน หน่วยงานราชการ และกองทัพเรืออย่างต่อเนื่อง
หลวงพ่ออี๋จึงมิได้เป็นเพียงพระเกจิผู้มีชื่อเสียงด้านปลัดขิกหรือวัตถุมงคล แต่เป็นพระนักพัฒนา ผู้วางรากฐานวัดและการศึกษาของชุมชน เป็นที่พึ่งของทหารเรือ ชาวประมง และประชาชน จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในพระเกจิสำคัญที่สุดแห่งภาคตะวันออก
สรุปประวัติหลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ
พระครูวรเวทมุนี หรือหลวงพ่ออี๋ พุทฺธสโร เป็นพระเถระผู้มีบทบาทสำคัญต่อพระพุทธศาสนาและชุมชนสัตหีบ ท่านเป็นผู้สร้างและดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดสัตหีบ ส่งเสริมการศึกษา ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก และเป็นศูนย์รวมศรัทธาของผู้คนในช่วงเวลาที่บ้านเมืองเผชิญสงคราม
วัตถุมงคลของท่าน โดยเฉพาะปลัดขิก เหรียญรูปเหมือนรุ่นแรก พ.ศ. 2473 ตะกรุด เสื้อยันต์ พระสาม และพระสี่ ยังคงได้รับความนิยมในวงการพระเครื่อง แต่สิ่งที่ควรค่าแก่การจดจำยิ่งกว่าวัตถุมงคล คือปฏิปทาแห่งความเมตตา ความเสียสละ และการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ซึ่งทำให้ชื่อของหลวงพ่ออี๋ยังคงอยู่ในใจของผู้คนตราบจนถึงปัจจุบัน





