พระเจ้าสิบชาติ-เสด็จลงจากดาวดึงส์ อลังการงานปั้นปูนอยุธยา วัดไลย์ จังหวัดลพบุรี
วิหารเก่าแก่ของ “วัดไลย์” ที่บ้านท้ายไลย์ ตำบลเขาสมอคอน อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี มีภาพปูนปั้นประดับอยู่บนผนังด้านหน้าสุดของอาคารคูหามุขมีซุ้มหน้าบันของตัววิหารที่ถูกต่อเติมเพิ่มในยุคหลังสุด ปั้นปูนเป็นเรื่องราวพุทธประวัติตอนเสด็จลงมาจากดาวดึงส์ หรือวัน “เทโวโรหนะ” ล้อมรอบด้วยกรอบเส้นลวดสี่เหลี่ยม 10 ช่อง แบ่งเป็นเรื่องเล่าชาดกในมหานิบาต (ชาดกที่ชุมนุมเรื่องใหญ่) ทั้ง 10 หรือเรียกว่า “ทศชาติชาดก” ในงานศิลปะแบบอยุธยาตอนปลายช่วงสมเด็จพระนารายณ์ลงมา

การเล่าเรื่องของรูปปูนปั้นนี้ ใช้เพียงช่วงตอนหนึ่งของเนื้อเรื่องที่เป็นจุดเด่น มีความสำคัญหรือจดจำได้ตามความนิยมในยุคนั้น มาปั้นเป็นสัญลักษณ์ของแต่ละชาดก หากนับจากมุมขวากรอบด้านล่างสุดของภาพ จะเป็นเรื่อง “เตมียชาดก” (สื่อถึง “เนกขัมมบารมี”) ที่ช่างปั้นเลือกเอาตอนที่ นายสุนันท์สารถี (นั่งด้านล่างขวาสุด) พาพระเจ้ากาสิกราชและพระนางจันทาเทวี พระชนกและพระชนนี (นั่งบนแท่น ใต้ฉัตร) มาพบพระเตมีย์ (ด้านขวาของกรอบภาพ) ที่บรรณศาลาอันเกิดจากการเนรมิตของท้าวสักกะเทวราช เมื่อได้ฟังธรรมจากพระเตมีย์แล้ว จึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธา ในที่สุดจึงออกบวชตามด้วย
กรอบที่สอง เป็นเรื่อง “มหาชนกชาดก” (วิริยบารมี) โดยเลือกเหตุการณ์สำคัญสองตอน คือ ตอนที่พระมหาชนกโก่งคนธนูของพระเจ้าโปลชนก ในท่ามกลางหมู่อำมาตย์ (ภาพด้านล่าง) และตอนเสด็จออกบวช ที่ทำเป็นรูปพระถือตาลปัตรด้านหลัง
กรอบภาพที่สาม คือเรื่อง “สุวรรณสามชาดก” (เมตตาบารมี) เป็นภาพของสุวรรณสาม (ด้านหลังกวางผู้เป็นบริวารในป่า) นำอาหารผลไม้และน้ำมาให้แก่บิดามารดาที่บำเพ็ญพรตอยู่ในอาศรม ด้านบนในพุ่มของต้นไม้ อาจหมายถึง “ปิลลิยักขราชา” ที่หมายสังหารสุวรรณสามด้วยศรอาบยาพิษ
กรอบภาพที่ 4 เป็นเรื่อง “เนมิราชชาดก” (อธิษฐานบารมี) เป็นเหตุการณ์ตอนที่พระเนมิราชแสดงธรรมให้กับเหล่าเทพยดา บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จึงมีภาพช้างเอราวัณสามเศียร เป็นสัญลักษณ์ประกอบครับ
กรอบที่ 5 เป็นนิบาต “มโหสถชาดก” (ปัญญาบารมี) แสดงเรื่องราวตอนที่พระมโหสถ (บุคคลกลางภาพฝั่งขวา) พบกับเกวัฏฏปุโรหิตของพระเจ้าจุลนีพรหมทัตต์ (บุคคลกลางภาพฝั่งซ้าย) เป็นการชิงไหวชิงพริบในเรื่องการแสดงความเคารพ ประมาณว่า ใครใหญ่ ใครสำคัญมากกว่ากัน ซึ่งพระมโหสถ (ชูมือ) แกล้งทำแก้วมณีหล่นจากมือ เกวัฏฏปุโรหิตจึงรีบก้มลงเอามือรับแก้วมณี พระมโหสถจึงกดศีรษะเอาไว้คล้ายว่าเกวัฏฏปุโรหิตกำลังก้มหัวแสดงความเคารพต่อตน
กรอบที่ 6 เป็น เรื่อง “ภูริทัตตชาดก” (ศีลบารมี) เป็นฉากตอนที่ “เนสารทพราหมณ์ (บุคคลกลางภาพ) ไม่ฟังคำขอของโสมทัตต์ ผู้เป็นบุตรชาย (บุคคลตัวเล็กทางซ้าย) ที่กล่าวถึงบุญคุณของภูริทัตที่มีต่อตน ไปจ้างเอา (ถุงเงินด้านล่าง) อาลัมพายพราหมณ์ (บุคคลทางขวาของกรอบภาพ) ให้ไปจับนาคภูริทัต ที่นอนจำศีลอยู่ที่จอมปลวก (ภาพเสาและมีรูปนาคพันด้านซ้ายสุดของกรอบ)
กรอบที่ 7 เป็นเรื่อง “จันทกุมารชาดก”(ขันติบารมี) เป็นเหตุการณ์ตอนที่ท้าวสักกะเทวราช ลงมาทำลายพิธีบูชายัญเพื่อช่วยเหลือจันทกุมารที่ถูกเล่ห์กลของกัณฑหาลพราหมณ์ ตามคำวิงวอนของพระนางจันทา (บุคคลด้านขวาของภาพ)
กรอบภาพที่ 8 เป็นนิบาตตอน “พรหมนารทชาดก” (อุเบกขาบารมี) เป็นเหตุการณ์ตอนที่นางรุจา ผู้เป็นราชกุมารีของพระเจ้าอังคติราชแห่งกรุงวิเทหราช กำลังถวายการสักการะแก่พระพรหมนารถ (รูปบุคคล 4 พักตร์ 4 กร ถือคานทองหามสาแหรก)
กรอบภาพที่ 9 เป็นเรื่อง “วิธูรบัณฑิต” (สัจจะบารมี) เป็นตอนที่เหล่าเทพเจ้า อันประกอบด้วย ท้าวสักกะเทวราช ท้าวสุบรรณาราช พระยานาคราช และ พญาธนัญชัย กำลังฟังการตัดสิน ในการปฏิบัติธรรมของวิธูรบัณฑิต
กรอบภาพสุดท้ายเป็นเรื่องราว “พระเวสสันดรชาดก” (ทานบารมี) ในเหตุการณ์ตอน ที่ชูชกเข้าไปขอกัณหา ชาลี สองกุมาร จากพระเวสสันดร ในขณะที่พระนางมัทรีเข้าป่าไปเพื่อหาอาหารตามคำขอ (ภาพบุคคลถือคานหามขวาสุด) ภาพปูนปั้นนี้ ช่างปั้นพยายามแสดงให้เห็นความอัศจรรย์ในขณะที่พระเวสสันดร กำลังหลั่งน้ำสิโนทกลงบนมือของชูชก ซึ่งได้บังเกิดแผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ภาพของสัตว์น้อยใหญ่กำลังตื่นตกใจเป็นโกลาหล เป็นมหานิบาตแห่ง “การให้ทาน” ที่พระมหาโพธิสัตว์ได้บำเพ็ญบารมีไว้ได้อย่างสมบูรณ์ จนได้ไปเกิดเป็นพระพุทธเจ้าสมณโคดมในพระชาติสุดท้าย
เรื่องราวตอนสุดท้ายของมหานิบาตนี้ จึงเป็นที่นิยมในการนำมาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะทางพุทธศาสนามากที่สุดในบรรดาเรื่องราวทศชาติชาดกทั้งหมดครับ
ข้อมูลและภาพจาก วรณัย พงศาชลากรุ Voranai Pongsachalakorn
EJeab Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า

