จตุคามรามเทพมาจากไหน ?

ขงเบ้ง
ขงเบ้ง สมาชิกยืนยันตัวตนเซียน
ดูบทความ ร้านพระ และข้อมูลสมาชิกของผู้เขียน
ผู้ติดตาม 4 คน
รูปประกอบ จตุคามรามเทพมาจากไหน ?
2 ครั้ง

องค์เทพจตุคามรามเทพมาจากไหน ?

นานกว่า 15 ปีมาแล้ว ที่กระแสความนิยม “เทวราชโพธิสัตว์จตุคามรามเทพ” ฟีเวอร์หรือเทรนด์ใหม่ของผู้คนในสังคมไทย ผ่านกระบวนการสื่อสาร (Multimedia) อันทรงประสิทธิภาพผสมกับความอ่อนแอของจิตใจมนุษย์ในสภาพการแก่งแย่งกันมีชีวิตในสังคมปัจจุบัน สนองรับกับคติปรัชญาความต้องการ “โชคลาภ ร่ำรวย เงินทองไหลมาเทมา” เป็นคติ (Theme) หลัก ของการบูชาองค์จุตุคามรามเทพโดยเนื้อแท้ ในสังคมที่การพัฒนายังกระจุกอยู่แต่ในเมือง การคอรัปชั่นสูง และการศึกษาที่ยังวนเวียนอยู่กับหอคอยงาช้างและความลักหลั่น
พระเทวราชโพธิสัตว์จตุคามรามเทพ เป็นใคร มาจากไหน ไฉนจึงสามารถอำนวยความร่ำรวยอันเป็นเป้าหมายหลักให้แก่ผู้ที่บูชา (โดยเฉพาะผู้สร้าง อันนี้รวยจริง แต่รุ่นหลัง ๆ เริ่มลดความรวยลง) ได้ถึงขนาดนี้
หลายกระแสความรู้ วิชาการและผู้คนในสังคมโซเชียลอุดมปัญญา ก็พยายามอธิบายถึงเรื่องราวความเป็นมา มองปรากฏการณ์จตุคามรามเทพ เป็นภาพสะท้อนของความเสื่อมถอย งมงาย ไร้เหตุผลและความอ่อนแอของสังคมพุทธศาสนาและพุทธพาณิชย์ในประเทศไทย
แต่ในแง่มุมหนึ่ง “คติชนวิทยาและปรัชญาความเชื่อ” ของผู้คนที่นับถือและบูชาจตุคามรามเทพ ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ของศตวรรษที่ 20 นี้เลย พวกเขาก็ยังดำเนินรอยตามผู้คนในสมัยโบราณ ที่มีความเชื่อและคติธรรม มุ่งหวังในความร่ำรวยและความสุขจากเงินทองในชีวิตปัจจุบัน ปรากฏในแต่ละนิกาย ลัทธิและศาสนาอย่างชัดเจน
คติรากเหง้าแห่งความร่ำรวยปรากฏชัดในความเชื่อโบราณกว่า 3,000 ปี (ก่อนพุทธศักราช 500 ปี) เริ่มต้นจาก ท้าวกุเวร เทพชั้นรองในนิกายบูชาพระศิวะหรือไศวนิกายของศาสนาพราหมณ์ฮินดู เป็นเทพผู้พิทักษ์ทรัพย์ในดิน และราชาหรือกษัตริย์ของเหล่ายักษ์ ทรงนำความมั่งคั่งร่ำรวยมาสู่ผู้บูชา มักเป็นรูปบุรุษประทับ พระอุทร(พุง)ใหญ่พลุ้ย ทรงถือถุงเงิน ด้านหลังจะมีหม้อเงินหม้อทองอยู่ข้างซ้ายและขวา
จากหลักฐานทางโบราณคดี ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบรูปเคารพแบบต่าง ๆ ของท้าวกุเวรเป็นตราประทับดินเผา หรือเป็นรูปแกะสลัก รูปหล่อโลหะ สืบเนื่องมาตั้งแต่เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว
ท้าวกุเวร เป็นเครื่องรางของขลังของเหล่าพ่อค้าวาณิช และชาวอินเดียโบราณที่เดินทางข้ามมหาสุมทรตามสายลมทะเล เข้ามาในตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในภูมิภาคสุวรรณภูมิเพื่อแสวงโชคจากการค้าขายในโลกใหม่ โลกแห่งความอุดมสมบูรณ์ อันได้แก่สุวรรณภูมินั่นเอง
คติความร่ำรวยจากท้าวกุเวร ในความเชื่อของไศวนิกาย ส่งต่อมายังพุทธศาสนา ในยุคต้น ราว 1,800 ปีที่แล้ว (พุทธศตวรรษที่  จากท้าวกุเวรเทพเจ้าในศาสนาฮินดู ถูกลดบทบาทลงมาในศาสนาพุทธให้กลายมาเป็น “ท้าวชุมพลหรือชัมภล” ผู้เป็นราชาแห่งยักษ์ เป็นเทพผู้เฝ้าทรัพย์ในดิน เป็นเทพแห่งความร่ำรวยและมั่งคั่งเช่นกัน เป็นการหยิบยืมสัญลักษณ์ที่มีประโยชน์มาจากฮินดู
ศาสนาพุทธสายเถรวาท นิกายมูลสรรวาสติวาท ได้มอบหมายหน้าที่ใหม่ให้กับอดีตท้าวกุเวร โดยให้มาทำหน้าที่ใหม่ คอยประสาทพรความร่ำรวยและโชคลาภให้กับผู้มาบูชาสักการะพระสถูปขององค์พระศากยมุนี
ตำแหน่งของท้าวชุมพลจึงย้ายมาอยู่ข้างประตูทางเข้าพระสถูป หรืออยู่เหนือประตูทางเข้าศาสนสถาน ซึ่งก็คือตำแหน่งของ”ทวารบาล”นั่นเอง
แต่ในยุคสมัยนั้น ศาสนาพราหมณ์ฮินดูยังมีอิทธิพลทางวัฒนธรรม สังคมและการปกครองของรัฐต่าง ๆ ในอินเดียอยู่มาก ชาวพุทธโบราณจึงยังไม่กล้าเอาเทพเจ้าชั้นสูงของชาวฮินดูมาทำหน้าที่ทวารบาลเช่นในสมัยหลัง ๆ
ศาสนาพุทธแตกสายเป็นนิกายต่าง ๆ กว่า 18 นิกาย สายหลักอย่างเถรวาท หรือ สถวีรวาทิน ไปเจริญสืบเนื่องต่อที่เกาะลังกา ส่วนนิกายมหายาน ก็เจริญเติบโตในอินเดียตะวันออกเฉียงเหนือ และส่งอิทธิพลต่อไปยังเอเชียตะวันออก พระโพธิสัตว์หรือเทวดาแบบของพุทธที่ไปยืมเทพเจ้าในสวรรค์แบบฮินดูมา ก็เกิดขึ้นมากมายในปรัชญาของมหายาน พระโพธิสัตว์สูงสุด คือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือพระมหาไวโรจนะ ส่วนพระพุทธเจ้าก็มีมากมาย ทั้งที่เป็นพระอมิตาภะ โพธิสัตว์พุทธะ มนุษยพุทธิ พระพุทธองค์ในเถรวาทกลายเป็นเพียงอมิตาภะ หรือศากยมุนี
พุทธศาสนาลัทธิมหายาน แยกนิกายย่อยไปอีกหลายสาย สายหนึ่งเรียกว่า “วัชรยานตันตระ” เข้ามาสู่สุวรรณภูมิในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 13 พระโพธิสัตว์ในลัทธินี้ มีมากมายเกินคณานับ มีพระมหาไวโรจนะเป็นราชาของเหล่าพระตถาคต พระโพธิสัตว์ในรูปแบบและเป้าหมายต่าง ๆ มีขึ้นมากมาย คติความเชื่อของวัชรยานเน้นความสำเร็จทางโลกมากกว่าทางธรรมเช่นในสายของเถรวาท
ตรงนี้แหละที่ “ท้าวชุมพล” ของเถรวาท ได้เข้ามาบทบาทในฐานะของเทพเจ้ามหายานผู้ประทานความร่ำรวยแก่ผู้ศรัทธาลัทธิวัชรยาน
ในขณะที่ พุทธศาสนาอีกสายคือเถรวาท เน้นเรื่องความสำเร็จทางธรรม เข้าสู่เกาะลังกา ชาวท้องถิ่นลังกาได้แอบนำเอาเทพเจ้าของฮินดูมาใช้ เพื่อเป็นอุบาย ให้กับผู้นับถือพราหมณ์ฮินดูเดิม ได้ไม่รู้สึกแปลกแยกเมื่อต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ
ในราวพุทธศตวรรษที่ 19 หรือ 800 ปีที่แล้ว ศาสนาพุทธสายลังกา หรือที่เรียกกันว่า “ลังกาวงศ์” ได้นำเทพ ขันธกุมาร หรือ พระกฎรคาม (Kataragama) ภาษาบาลีใช้คำว่า ขัตตฺคาม หรือ ขัตตุคาม และพระราม อันเป็นความประทับใจในบทบาทของเทพเจ้าผู้ปราบความชั่วร้ายในมหากาพย์รามายณะ ด้วยอิทธิฤทธิ์และความกล้าหาญของสองเทพเจ้า ที่อยู่คนละนิกายของฮินดู พุทธศาสนาสายลังกาวงศ์ จึงเอามาใช้เป็นผู้รักษาพระสถูป พระอารามแห่งพระพุทธองค์ ซึ่งมันตรงพอดีกับตำแหน่งทวารบาลเดิมของท้าวชุมพลในพุทธศาสนา ที่มีคติความเชื่อในการอำนวยพรโชคลาภลแความร่ำรวย เรียกได้ว่า มัน Match กันได้พอดิบพอดี…….
ส่วนท้าวกุเวร ในพุทธศาสนาสายเถรวาท ก็นำไปแปลงเป็นท้าวเวสสุวรรณ เปลี่ยนหน้าที่ไปทำอย่างอื่นซะ แต่ก็คล้าย ๆ กันตรงที่เป็นราชายักษ์ และมีความรวย จะได้ไม่ต้องมาซ้ำกับท้าวชุมพลอีก เมื่อรูปปั้นหรือรูปเคารพ ไปตั้งอยู่ที่ส่วนทางเข้า….. เฝ้าทางขึ้น หน้าที่แต่สมัยโบราณ คืออำนวยโชคลาภและความร่ำรวยก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง
พระขันธกุมารและพระราม เทพเจ้าที่ฝ่ายลังกาวงศ์ผู้สร้างสถูปนำมาใช้งานเฝ้าทางขึ้นหรือประจำทิศ ของพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ก็เป็นสิ่งพบเห็นในคติความเชื่อจนถึงปัจจุบัน ที่เข้าใจได้ง่าย
จากหลายความเชื่อ นิกายและศาสนา ที่มีพัฒนาการ หล่อหลอมเป็นหนึ่งเดียว โดยยึดเอาคติปรัชญาโชคลาภและความร่ำรวยจากสมัยโบราณของผู้เฝ้าประตูพระสถูปเป็นหลักใหญ่ ผสมผสานกับพระโพธิสัตว์วัชรยานบ้าง มหายานบ้าง แต่มุ่งหมายจะให้เป็นพระศากยมุนีเท่านั้น แล้วเติมด้วยความประทับใจของสองเทพเจ้าผู้อาจหาญของฮินดูที่ลังกายืมมาในครั้งแรกสร้างพระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช มาเป็นส่วนผสมรอง
จตุคามรามเทพจึงถือกำเนิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
ผู้บูชาองค์”จตุคามรามเทพ”ทุกคน ไม่ได้สนใจรายละเอียด สนแต่ว่า จะเป็น “อะไรก็ได้” ที่ใส่เข้ามาในเหรียญ จะเป็นพระรามเทพ จะเป็นขันธกุมาร จะเป็นพระโพธิสัตว์ จะเป็นทวารบาล หรืออะไรก็แล้วแต่……… ขอเพียงให้เป็นที่ยึดเหนี่ยวนำทางสู่ความสำเร็จทางโลก ด้วยความร่ำรวยและมีโชคลาภแบบ “เหนือดวง”
จตุคามรามเทพ คือร่องรอยของกลบทและอุบายจากอดีต ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่เพื่อผู้คนหันมาบูชาและยึดถือคำสอนของศาสนาของตน โดยใช้คติความร่ำรวยจากอดีตของท้าวกุเวรมาเป็นตัวนำหรือตัวล่อ …….. ก็เพียงเท่านั้น !!!
วรณัย พงศาชลากร
EJeab Academy
เพราะทุกที่มีเรื่องราวและเรื่องเล่า
ที่มาของข้อมูล Voranai Pongsachalakorn
ข้อมูลเพิ่มเดิมจาก ค.ม จตุคามรามเทพ จริงอยู่ว่า คำว่า จตุคาม มาจาก ขัตตคาม (ขันธกุมาร หรือ การติเกยะในชื่อของศรีลังกา) และ รามเทพ (พระราม)
แต่ไม่ได้หมายความว่า “เทพเจ้า” ที่เชิญมาในพระหลักเมืองจะเป็น “ขัตตคาม” กับ ”พระราม“ เพราะ สายวิชาไม่มีอะไรเกี่ยวกับเทพสององค์ แต่เป็นเทพเฉพาะที่ที่ติดต่อผ่านร่างทรง คนทรง ดังนั้นถ้าหมายถึง “จตุคามรามเทพ”ที่มีความเกี่ยวข้องกับตำนานเมืองตามพรลิงค์ และ พระเจ้าจันทรภานุ (เรื่องมันยาว) แต่เป็นธรรมดาที่สมัยก่อน เชื้อพระวงศ์จะมีการนำชื่อเทพเจ้ามาตั้งให้กับเทพประจำเมืองเป็นธรรมบาลเฝ้าพระบรมธาตุ
สรุปสั้นๆ จตุคามฯ ในบริบทนี้จึงไม่ได้เกี่ยวกับ ขันธกุมาร กับ รามเทพ แต่ จตุคาม is จตุคาม
ส่วนเรื่องความเชื่อส่วนบุคคล เป็นที่ประจักษ์อยู่ในกลุ่มที่ศรัทธา แต่ให้ข้อสังเกตุอย่างหนึ่ง
ฤกษ์การอัญเชิญมีเกีายวข้องกับ “พระอังคาร” เทพสงคราม
และ ผง “ตะวันจันทรา” เกี่ยวกับ การติเกยะ และ พระราม
เพราะ ขันธกุมารเป็นสุริยเทพของชาวฑราวิท ส่วน พระรามทรงเกี่ยวกับ พระจันทร์ (รามจันทร์)
ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องจึงมีเรื่องของธรรมบาลทั้งสององค์อย่างมีนัยยะสำคัญ